Sisterhood

สังคมไทยในวันนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ผู้คนเปิดกว้างต่อความหลากหลายมากขึ้น ภาษาและการสื่อสารพัฒนาไปไกล วัฒนธรรมร่วมสมัยยอมรับความแตกต่างเป็นเรื่องปกติ คนรุ่นใหม่เติบโตมากับแนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการเป็นตัวของตัวเอง

แต่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่แทบไม่ขยับตามสังคม นั่นคือ คำนำหน้านามในระบบกฎหมายและเอกสารของรัฐ

คำเรียกสั้น ๆ ที่วางอยู่หน้าชื่อ กลับกลายเป็นภาพสะท้อนของความล้าหลังเชิงโครงสร้าง และเป็นเครื่องเตือนใจว่าการยอมรับของรัฐ ยังไม่เดินไปพร้อมกับความเข้าใจของสังคม

คำนำหน้านาม: มากกว่าคำเรียก แต่คืออำนาจในการนิยามตัวตน

สำหรับคนจำนวนมาก คำนำหน้านามเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชื่อ เป็นข้อมูลในบัตรประชาชนหรือเอกสารราชการที่แทบไม่เคยตั้งคำถาม แต่ในความเป็นจริง คำนำหน้านามคือ กลไกของรัฐในการจำแนกและนิยามตัวตนของประชาชน

รัฐเป็นผู้กำหนดว่าใครควรถูกเรียกว่าอะไร ใครควรอยู่ในหมวดไหน และใครควรได้รับการรับรองแบบใด การมีหรือไม่มีสิทธิเลือกคำนำหน้านาม จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นเรื่องของอำนาจในการกำหนดตัวตนของตนเอง

ในสังคมที่ผู้คนสามารถเลือกเส้นทางชีวิต อาชีพ ความเชื่อ และการแสดงออกได้หลากหลาย แต่กลับไม่สามารถเลือกคำเรียกที่ตรงกับตัวตนของตนเองในเอกสารทางการได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษา แต่คือ รัฐยอมรับความหลากหลายของประชาชนมากน้อยเพียงใด

เมื่อชีวิตจริงเดินไปข้างหน้า แต่เอกสารยังฉุดรั้งไว้ข้างหลัง

ทุกวันนี้ เราพบเห็นผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตข้ามกรอบเดิมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ บทบาททางสังคม หรือรูปแบบครอบครัว ผู้คนเหล่านี้มีตัวตนชัดเจนในชีวิตจริง ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน ชุมชน และสังคมรอบตัว

แต่เมื่อถึงเวลาต้องติดต่อรัฐ ชีวิตจริงเหล่านั้นกลับถูกบีบให้กลับเข้าไปอยู่ในกรอบเดิม ผ่านคำนำหน้านามที่ไม่สอดคล้องกับตัวตน

ความไม่สอดคล้องนี้สร้างช่องว่างระหว่าง

  • ตัวตนที่ใช้ชีวิตจริง
  • ตัวตนที่รัฐรับรู้และบันทึกไว้

ช่องว่างดังกล่าวอาจดูเล็กในสายตาผู้ที่ไม่เคยเผชิญ แต่สำหรับหลายคน มันคือภาระที่ต้องแบกรับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่ต้องยื่นเอกสาร สมัครงาน เปิดบัญชี ติดต่อราชการ หรือยืนยันตัวตนในระบบใดระบบหนึ่ง

คำนำหน้านามกับการเลือกปฏิบัติที่มองไม่เห็น

หนึ่งในปัญหาสำคัญของคำนำหน้านามที่ไม่สอดคล้องกับตัวตน คือการเปิดช่องให้เกิด การเลือกปฏิบัติแบบไม่เป็นทางการ

  • การตั้งคำถามที่ไม่จำเป็น
  • การถูกเรียกผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • การถูกจ้องมองหรือหัวเราะเยาะ
  • การถูกปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

สิ่งเหล่านี้มักไม่ปรากฏเป็นตัวหนังสือในกฎหมาย แต่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน และยากจะร้องเรียนหรือพิสูจน์ได้ การเลือกปฏิบัติในลักษณะนี้จึงฝังตัวอยู่ในระบบอย่างเงียบ ๆ โดยมีคำนำหน้านามเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ

สังคมไทยเปลี่ยนแล้วจริงหรือยัง

สังคมไทยเปลี่ยนแล้วจริงหรือยัง

หากมองในระดับสังคม คำตอบอาจคือ “เปลี่ยนไปมาก”
ผู้คนกล้าเป็นตัวเองมากขึ้น ภาษาในสื่อและองค์กรเอกชนปรับตัวไปสู่ความเป็นกลางและเคารพความหลากหลาย สถานที่ทำงานจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการไม่เลือกปฏิบัติ

แต่ในระดับโครงสร้างของรัฐ คำตอบอาจยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
กฎหมายและระบบราชการยังคงยึดติดกับกรอบเดิมที่มองเพศและตัวตนอย่างตายตัว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเปลี่ยน “จากล่างขึ้นบน” มากกว่าการปรับตัวเชิงนโยบายจากภาครัฐ

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างความเป็นจริงของสังคมกับกติกาที่รัฐใช้กำกับชีวิตของผู้คน

คำนำหน้านามในฐานะดัชนีชี้วัดความเท่าเทียม

ในหลายประเทศ คำนำหน้านามและการรับรองอัตลักษณ์ทางกฎหมายถูกใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชน เพราะมันแสดงให้เห็นว่ารัฐพร้อมจะปรับตัวเพื่อเคารพตัวตนของประชาชนหรือไม่

การเปิดให้เลือกคำนำหน้านามไม่ได้หมายถึงการทำลายระบบ แต่เป็นการทำให้ระบบมีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความเป็นจริงของมนุษย์มากขึ้น

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่” แต่คือ “รัฐกล้าพอหรือไม่ที่จะยอมรับว่ามนุษย์มีความหลากหลายเกินกว่าจะถูกจำกัดด้วยคำไม่กี่คำหน้าชื่อ”

ในวันที่สังคมเปลี่ยน รัฐควรเปลี่ยนตามหรือไม่

เมื่อสังคมเปลี่ยนไปแล้ว แต่กฎหมายยังไม่เปลี่ยนตาม ภาระของความไม่สอดคล้องทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชน ไม่ใช่ระบบ

ผู้คนต้องปรับตัว ต้องอดทน ต้องอธิบายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ควรเป็นความรับผิดชอบของรัฐในการออกแบบระบบที่เคารพความหลากหลาย

คำนำหน้านามคือคำถามที่สังคมไทยยังต้องตอบ

“ในวันที่สังคมเปลี่ยน แต่คำนำหน้านามยังไม่เปลี่ยน” ไม่ใช่แค่ประโยคเชิงเปรียบเปรย แต่คือคำถามสำคัญที่สะท้อนว่า เราเข้าใจความหมายของความเท่าเทียมมากน้อยเพียงใด

หากเรายอมรับว่ามนุษย์มีสิทธิเป็นตัวของตัวเอง
หากเรายอมรับว่าศักดิ์ศรีไม่ควรถูกกำหนดโดยกรอบตายตัว
คำถามต่อไปคือ รัฐจะยอมเปลี่ยนเพื่อยอมรับความจริงนี้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำนำหน้านามอาจเป็นเพียงคำไม่กี่คำ
แต่สำหรับใครหลายคน มันคือการยอมรับว่าพวกเขา “มีตัวตน” อย่างแท้จริงในสังคมนี้