Sisterhood

วันที่ 23 มกราคม 2569 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย เมื่อพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ครบหนึ่งปีเต็ม กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของคู่รักเพศเดียวกัน หากยังเป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศในระดับโครงสร้างของรัฐไทย

ความสำเร็จของสมรสเท่าเทียมมิได้เกิดจากความกรุณาของอำนาจรัฐ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการต่อสู้ที่ยาวนานกว่าสองทศวรรษของขบวนการประชาชน ชุมชน LGBTQIAN+ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคมที่ไม่เคยยอมแพ้ จากการรวมตัวเดินขบวน การยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย การผลักดันร่างกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมในวงกว้าง เสียงที่เคยถูกทำให้เงียบในอดีต วันนี้ได้กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนโฉมหน้ากฎหมายครอบครัวไทยอย่างถาวร

หนึ่งปีแห่งตัวเลข หนึ่งปีแห่งชีวิตจริง

ข้อมูลจากกรมการปกครอง ระหว่างวันที่ 23 มกราคม 2568 ถึง 12 มกราคม 2569 ระบุว่า มีคู่สมรสจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 265,816 คู่ แบ่งออกเป็น

  • คู่สมรสหญิง–หญิง จำนวน 20,083 คู่
  • คู่สมรสชาย–ชาย จำนวน 6,203 คู่
  • คู่สมรสชาย–หญิง จำนวน 239,530 คู่

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สมรสเท่าเทียมไม่ใช่กฎหมายของ “คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” แต่เป็นกฎหมายที่ขยายสิทธิการสมรสให้กับประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม ภายใต้หลักการเดียวกัน คือ ความรัก ความผูกพัน และการสร้างครอบครัวร่วมกันอย่างสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขที่ดูเป็นรูปธรรมนี้ ยังซ่อนอยู่ซึ่งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย การจำแนกข้อมูลการจดทะเบียนสมรสยังคงอิงกับเพศกำเนิดและแบ่งออกเป็นเพียง “หญิง” และ “ชาย” เท่านั้น ส่งผลให้รัฐต้องใช้คำจำแนกอย่าง “จดทะเบียนหญิง–หญิง” และ “จดทะเบียนชาย–ชาย” ซึ่งไม่สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ในความเป็นจริง ยังมีประชาชนจำนวนมากที่เป็นคนข้ามเพศ (Transgender) คนไม่ไบนารี (Non-binary) และผู้ที่มีอัตลักษณ์ทางเพศไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด ซึ่งการมีเพียงสองช่องเพศในระบบราชการ ทำให้อัตลักษณ์ของพวกเขาถูกกลบหายไปในเชิงข้อมูล นั่นหมายความว่า ตัวเลขการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมที่ปรากฏ อาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง และไม่อาจสะท้อนภาพรวมของความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยได้อย่างครบถ้วน

สมรสเท่าเทียมไม่อาจเดินลำพัง

ด้วยเหตุนี้ การผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ จึงไม่ใช่เพียง “กฎหมายเพิ่มเติม” หากแต่เป็นกลไกสำคัญที่จำเป็นต้องเดินควบคู่กับสมรสเท่าเทียม เพื่อให้สิทธิที่ได้รับการรับรองทางกฎหมายสอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คน

การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยให้บุคคลสามารถใช้คำนำหน้านาม เพศสภาพ และข้อมูลส่วนบุคคลในเอกสารราชการได้ตรงกับตัวตน ลดการเลือกปฏิบัติ ลดความอับอาย และเปิดทางให้การเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และบริการของรัฐเป็นไปอย่างเท่าเทียมแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิด้านสาธารณสุข การประกันสังคม สิทธิครอบครัว หรือสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

อุปสรรคหลังชัยชนะทางกฎหมาย

อุปสรรคหลังชัยชนะทางกฎหมาย

แม้สมรสเท่าเทียมจะมีผลบังคับใช้ครบหนึ่งปีแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ คู่สมรสหลากหลายเพศจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญอุปสรรคในการใช้สิทธิอย่างเต็มรูปแบบ สาเหตุสำคัญมาจากการที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง ระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องมากกว่า 50 ฉบับ

ความล่าช้าในการปรับระบบดังกล่าว ส่งผลให้คู่สมรสบางคู่ยังไม่สามารถใช้สถานะสมรสเพื่อรับสิทธิและสวัสดิการได้อย่างราบรื่น เช่น สิทธิด้านสวัสดิการข้าราชการ สิทธิการลาหยุดเพื่อครอบครัว สิทธิด้านการรักษาพยาบาล หรือสิทธิทางภาษีในบางกรณี ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายหลักเพียงฉบับเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการปรับโครงสร้างเชิงระบบรองรับอย่างจริงจัง

หนึ่งปีที่พิสูจน์ว่า “ความเท่าเทียม” คือกระบวนการ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งปีหลังการบังคับใช้สมรสเท่าเทียม เป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า การรับรองสิทธิทางกฎหมายเป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทาง การสร้างสังคมที่เท่าเทียมอย่างแท้จริงยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสังคมโดยรวม

การเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การยอมรับอัตลักษณ์ที่หลากหลาย และการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของทุกคน คือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน สมรสเท่าเทียมจึงไม่ใช่บทสรุปของการต่อสู้ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมที่ “ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” อย่างแท้จริง