แม้ประเทศไทยจะก้าวผ่านหมุดหมายสำคัญด้วยการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่การเดินทางของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังไม่สิ้นสุด เพราะยังมีสิทธิพื้นฐานอีกด้านหนึ่งที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นจริงอย่างเป็นระบบ นั่นคือ “สิทธิในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ” และการใช้คำนำหน้านามที่สอดคล้องกับตัวตนของแต่ละบุคคล
ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของถ้อยคำหน้าเอกสารราชการ แต่คือเรื่องของศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และการเข้าถึงสิทธิในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การสมัครเรียน สมัครงาน การเข้ารับบริการทางการแพทย์ ไปจนถึงการติดต่อหน่วยงานรัฐและกระบวนการยุติธรรม
การรับรองเพศสภาพไม่ใช่เรื่องสัญลักษณ์ แต่คือสิทธิพื้นฐาน
สำหรับหลายคน เอกสารราชการคือสิ่งที่ช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น แต่สำหรับบุคคลข้ามเพศ นอนไบนารี่ และบุคคลที่มีลักษณะเพศกำกวม เอกสารที่ไม่สะท้อนอัตลักษณ์กลับกลายเป็นต้นตอของปัญหา ตั้งแต่การถูกตั้งคำถามซ้ำ ๆ การถูกเลือกปฏิบัติ ไปจนถึงความเสี่ยงต่อความรุนแรง
แนวคิดเรื่องการรับรองเพศสภาพตามเจตจำนงของตนเอง หรือ Self-Determination จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับสากลว่าเป็นหัวใจของสิทธิมนุษยชน ไม่จำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์ การผ่าตัด หรือการรับรองจากบุคคลอื่นใด
ผลกระทบเมื่อรัฐไม่รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ
การไม่มีกฎหมายรับรองเพศสภาพส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เช่น
- การใช้เอกสารที่ไม่ตรงกับตัวตน ทำให้ถูกปฏิเสธงานหรือถูกตั้งคำถามในที่สาธารณะ
- การเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะบริการเฉพาะทาง ที่อาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลในเอกสาร
- ความเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม ล่วงละเมิด หรือใช้ความรุนแรง
- ความไม่มั่นคงทางจิตใจ จากการถูกปฏิเสธการมีอยู่ของตัวตนอย่างเป็นทางการ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าการรับรองเพศสภาพไม่ใช่ “อภิสิทธิ์” แต่คือเงื่อนไขพื้นฐานของความเท่าเทียม
ภาพรวมสถานะ 4 ร่างกฎหมายรับรองเพศสภาพของประเทศไทย
ณ เดือนพฤษภาคม 2568 ประเทศไทยมีความพยายามผลักดันร่างกฎหมายรับรองเพศสภาพพร้อมกันถึง 4 ฉบับ จากภาครัฐ พรรคการเมือง และภาคประชาชน ซึ่งแต่ละฉบับมีที่มา จุดเน้น และความคืบหน้าที่แตกต่างกัน
ร่างกฎหมายจากฝ่ายรัฐบาล (กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว)
ร่างฉบับนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว และอยู่ระหว่างรอการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แม้จะถือเป็นความคืบหน้าเชิงขั้นตอน แต่ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับขอบเขตของสิทธิ และเงื่อนไขในการรับรองเพศสภาพ ว่าจะสอดคล้องกับหลัก Self-Determination มากน้อยเพียงใด
ร่างกฎหมายจากพรรคประชาชน
ร่างจากพรรคประชาชนอยู่ในกระบวนการจัดทำใหม่ หลังจากฉบับเดิมถูกปัดตกในสภา การกลับมาผลักดันอีกครั้งสะท้อนถึงความพยายามรักษาประเด็นนี้ไว้ในพื้นที่การเมือง แม้จะต้องเผชิญแรงต้านและข้อจำกัดในเชิงโครงสร้างของรัฐสภา
ร่างกฎหมายจากภาคประชาชน (GEN-ACT)
ร่างจากภาคประชาชนได้ถูกยื่นเข้าสู่สภาแล้ว และกำลังรอการบรรจุเข้าสู่วาระพิจารณา จุดเด่นของร่างนี้คือการอ้างอิงประสบการณ์จริงของผู้ได้รับผลกระทบ และการผลักดันหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในกระบวนการนิติบัญญัติยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
ร่างกฎหมายจาก Intersex Thailand
ร่างฉบับนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อประชาชนอย่างน้อย 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เป็นร่างที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของบุคคลที่มีลักษณะเพศกำกวม ซึ่งมักถูกมองข้ามทั้งในเชิงกฎหมายและนโยบาย และต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากสังคมอย่างกว้างขวาง
ความแตกต่างสำคัญระหว่างร่างกฎหมายแต่ละฉบับ
แม้เป้าหมายจะคล้ายกัน แต่ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีจุดต่างที่สำคัญ เช่น
- แนวคิดเรื่องการกำหนดเพศด้วยตนเอง หรือการต้องผ่านเงื่อนไขจากรัฐ
- ขอบเขตของผู้มีสิทธิ เช่น บุคคลข้ามเพศ นอนไบนารี่ และ intersex
- ขั้นตอนทางปกครองและเอกสารที่ต้องใช้
- ระดับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ความแตกต่างเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า กฎหมายที่ผ่านออกมาจะ “เปลี่ยนชีวิตผู้คนจริง” หรือเป็นเพียงการปรับเชิงสัญลักษณ์
เราอยู่ตรงไหนในเส้นทางความเท่าเทียม
การมีร่างกฎหมายหลายฉบับในเวลาเดียวกันอาจสะท้อนความตื่นตัวของสังคม แต่ก็เผยให้เห็นความล่าช้าและความไม่ชัดเจนในเชิงนโยบาย สิทธิในการรับรองเพศสภาพยังคงเป็นคำถามเปิดว่า รัฐไทยพร้อมแค่ไหนที่จะยอมรับว่าอัตลักษณ์ทางเพศไม่ควรถูกตัดสินโดยใครอื่น นอกจากเจ้าของชีวิตเอง
เส้นทางความเท่าเทียมของสังคมไทยยังไม่สิ้นสุดที่สมรสเท่าเทียม การรับรองเพศสภาพคือก้าวถัดไปที่จำเป็น เพื่อให้ทุกคนสามารถมีตัวตนในระบบกฎหมายอย่างสมศักดิ์ศรี การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเสียงของผู้ที่ถูกมองข้ามไม่ถูกทำให้เงียบหาย และสังคมเลือกเดินไปข้างหน้าด้วยความเข้าใจและเคารพในความหลากหลายอย่างแท้จริง